ฉีดหน้าใส เมโสหน้าใส ฉีดแล้วหน้าใสจริงไหม ?

เมโสหน้าใส

ใครที่กำลังมองหาวิธีทำให้ผิวหน้าดูเปล่งประกาย มีออร่า ชุ่มชื้นจากภายใน การฉีดหน้าใส หรือที่หลายคนเรียกว่า ฉีดเมโสหน้าใส กำลังเป็นหนึ่งในทรีตเมนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะให้ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด ดาวน์ไทม์น้อย และเหมาะกับคนที่ต้องการบำรุงผิวอย่างล้ำลึก

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับการฉีดหน้าใสแบบครบทุกมิติ ตั้งแต่หลักการทำงาน ประเภทของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ไปจนถึงการดูแลตัวเองหลังทำ โดยอ้างอิงจากงานวิจัยทางการแพทย์และแนวทางการรักษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

สารบัญ ฉีดเมโสหน้าใส

ฉีดเมโสหน้าใส คืออะไร

การฉีดเมโสหน้าใส (Mesotherapy / Skin Booster Injection) คือกระบวนการฉีดสารอาหารบำรุงผิวเข้าสู่ชั้นผิวหนังโดยตรง โดยใช้เข็มขนาดเล็กฉีดสารที่มีส่วนประกอบหลักอย่าง ไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) วิตามิน กรดอะมิโน และสารกระตุ้นคอลลาเจนชนิดต่างๆ เข้าไปในชั้นผิวหนังแท้ (Dermis)

ฉีดเมโสหน้าใส ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?

ฉีดเมโสหน้าใส ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

การฉีดหน้าใสสามารถช่วยแก้ปัญหาผิวได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ใช้และเทคนิคการฉีด โดยประโยชน์หลักๆ ที่ได้รับ ได้แก่ :

  • ลดสิว ช่วยควบคุมความมันบนใบหน้า ลดการอักเสบของสิว ทำให้สิวยุบเร็วขึ้นและลดการเกิดสิวใหม่
  • ลดรอยสิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ช่วยให้รอยสิว รอยดำ รอยแดงจางลง ผิวเรียบเนียนขึ้น
  • หน้าใส ผิวกระจ่าง สารอาหารที่ฉีดเข้าไปช่วยเติมความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูสว่างใส มีออร่า ไม่หมองคล้ำ
  • กระชับรูขุมขน ช่วยให้รูขุมขนเล็กลง ผิวเนียนละเอียด ลดปัญหาผิวมันและรูขุมขนกว้าง
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว Hyaluronic Acid สามารถอุ้มน้ำได้มากถึง 1,000 เท่าของน้ำหนักตัวเอง ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำจากภายใ
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สาร Biostimulator เช่น PLLA, PCL และ CaHA ช่วยกระตุ้นให้ Fibroblast ผลิตคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3
  • ปรับปรุงความยืดหยุ่นของผิว ช่วยให้ผิวแน่น กระชับ ลดอาการหย่อนคล้อย

การฉีดเมโสหน้าใสเหมาะกับใครบ้าง ?

การฉีดเมโสหน้าใสเหมาะกับคนที่มีปัญหาหรือความต้องการดังต่อไปนี้ :

  • ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น หมองคล้ำ ไม่มีชีวิตชีวา
  • ผิวเริ่มมีริ้วรอยตื้น โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา หน้าผาก และร่องแก้ม
  • ผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อย ต้องการเพิ่มความกระชับ
  • ต้องการบำรุงผิวเชิงป้องกัน (Preventive Treatment) ก่อนที่ริ้วรอยจะปรากฏชัดเจน
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวหลังจากการทำเลเซอร์หรือหัตถการอื่นๆ
  • คนที่อยากให้ผิวดูมี Glow สุขภาพดี เหมาะกับช่วงก่อนงานสำคัญ

โดยทั่วไปแนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ที่เริ่มมีสัญญาณของการสูญเสียคอลลาเจนและความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่อายุน้อยกว่าก็สามารถทำได้หากต้องการบำรุงผิวเชิงป้องกัน

ฉีดเมโสหน้าใส เจ็บไหม ?

เรื่องความเจ็บปวดเป็นคำถามยอดฮิตของคนที่กำลังตัดสินใจจะทำ ต้องบอกว่าความรู้สึกเจ็บขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งเทคนิคการฉีด ชนิดของเข็ม และความทนทานต่อความเจ็บของแต่ละคน

โดยปกติ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะมีส่วนผสมของ Lidocaine (ยาชาเฉพาะที่) อยู่แล้ว ซึ่งช่วยลดความเจ็บปวดได้มาก นอกจากนี้ แพทย์มักจะทายาชาก่อนทำหัตถการประมาณ 20-30 นาที ทำให้รู้สึกแค่เหมือนมีอะไรจิ้มๆ เบาๆ เท่านั้น

เทคนิคการฉีดแบบ Serial Micropuncture ที่ใช้เข็มขนาดเล็ก 30-32 Gauge จะช่วยลดความเจ็บปวดและรอยช้ำได้ดีกว่าการใช้เข็มขนาดใหญ่

ฉีดหน้าใส ยี่ห้อไหนดี?

ฉีดหน้าใส ยี่ห้อไหนดี?

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำหรับฉีดหน้าใสหลากหลายยี่ห้อ แต่ละตัวมีส่วนประกอบและกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและเป้าหมายของแต่ละคน ต่อไปนี้คือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมและมีงานวิจัยรองรับ

harmonyca

HarmonyCA

HarmonyCa เป็น Hybrid Filler รุ่นใหม่เมโสหน้าใสที่ผสมผสานระหว่าง Hyaluronic Acid (20 mg/mL) และ Calcium Hydroxylapatite (55.7%) ในสูตรเดียว ข้อดีคือให้ผลลัพธ์ทั้งการเติมเต็มทันที (จาก HA) และกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาว (จาก CaHA)

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Cosmetic Dermatology ปี 2023 โดย Urdiales-Gálvez และคณะ ศึกษาผู้ป่วย 15 ราย พบว่า HarmonyCa ช่วยเพิ่มปริมาตรใบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวทั้งในชั้น Reticular Dermis และ Subcutaneous Tissue ซึ่งบ่งชี้ถึงการสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่

เหมาะกับ : ผู้ที่ต้องการทั้งเติมเต็มและกระตุ้นคอลลาเจนในคราวเดียว, บริเวณแก้ม ขากรรไกร

ผลลัพธ์คงอยู่ : ประมาณ 12-18 เดือน

aesthefil

AestheFill

Aesthefil เป็นผลิตภัณฑ์กระตุ้นคอลลาเจนที่มีส่วนประกอบหลักคือ PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) ซึ่งแตกต่างจาก Sculptra ที่เป็น PLLA ตรงที่ PDLLA มีอุณหภูมิ Glass Transition ต่ำกว่า ทำให้สลายตัวได้ง่ายและเร็วกว่าเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์

งานวิจัยจาก Dermatologica Sinica เปรียบเทียบระหว่าง PLLA, PDLLA และ PCL พบว่าทั้งสามชนิดสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3 ได้ แต่มีความแตกต่างในด้านระยะเวลาการสลายตัวและความรุนแรงของ Foreign Body Reaction

เหมาะกับ : ผู้ที่ต้องการกระตุ้นคอลลาเจนในบริเวณกว้าง, ผิวบาง

ผลลัพธ์คงอยู่ : ประมาณ 12-24 เดือน

Juvelook

Juvelook

Juvelook เป็น Hybrid Skin Booster จากเกาหลีที่ผสมผสาน PDLLA (42.4 mg) กับ Non-crosslinked Hyaluronic Acid (7.5 mg) ให้ผลลัพธ์แบบ Dual-phase คือเติมความชุ่มชื้นทันทีจาก HA และกระตุ้นคอลลาเจนในระยะยาวจาก PDLLA

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Cosmetic Dermatology ปี 2023 โดย Seo และคณะ ศึกษาในผู้ป่วยชาวเกาหลี 16 ราย พบว่าหลังจากฉีด 2-3 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์ มีการปรับปรุงสัญญาณชราภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และการตรวจชิ้นเนื้อพบว่ามีเส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้น Dermis เพิ่มขึ้น

เหมาะกับ : รูขุมขนกว้าง หลุมสิว ริ้วรอยตื้น ผิวหมองคล้ำ

ผลลัพธ์คงอยู่ : ประมาณ 6-12 เดือน (แนะนำทำ 3 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน)

sculptra

sculptra

Sculptra เป็น Biostimulator ที่มีส่วนประกอบหลักคือ Poly-L-Lactic Acid (PLLA-SCA) ได้รับการรับรองจาก US FDA ตั้งแต่ปี 2004 สำหรับการรักษา HIV-related Facial Lipoatrophy และปี 2009 สำหรับการแก้ไขริ้วรอยบนใบหน้า

กลไกการทำงานของ Sculptra คือกระตุ้นให้เกิด Foreign Body Reaction แบบควบคุม ทำให้ Fibroblast ถูกกระตุ้นให้ผลิตคอลลาเจนใหม่ผ่านทาง TGF-β Signaling Pathway งานวิจัยพบว่าหลังจากฉีด 4-5 ครั้ง ห่างกัน 2 สัปดาห์ ความหนาของผิวหนังเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และคงอยู่ได้นาน 2 ปี

งานวิจัยจาก Aesthetic Surgery Journal ปี 2018 โดย Fitzgerald และคณะ อธิบายคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของ PLLA อย่างละเอียด และพบว่า 95% ของผู้ป่วยมีผิว Glow ที่ดีขึ้นหลังการรักษา 2 ปี

เหมาะกับ : ผิวหย่อนคล้อย สูญเสียปริมาตร ร่องลึก

ผลลัพธ์คงอยู่ : ประมาณ 2 ปี (ต้องทำหลายครั้ง ห่างกัน 3-4 สัปดาห์)

radiesse

Radiesse

Radiesse มีส่วนประกอบหลักคือ Calcium Hydroxylapatite (CaHA) Microspheres ขนาด 25-45 ไมครอน แขวนลอยอยู่ใน Carboxymethylcellulose Gel โดย CaHA คิดเป็น 30% และ Gel Carrier คิดเป็น 70%

Radiesse มีกลไกการทำงานแบบ Dual-mode คือให้ปริมาตรทันทีจาก Gel Carrier และกระตุ้น Neocollagenesis ในระยะยาว งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Aesthetic Surgery Journal ปี 2024 พบว่า CaHA สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 1 และ 3, อีลาสติน และ Proteoglycans โดยไม่เกิดการอักเสบเรื้อรัง

การใช้แบบ Hyperdiluted (เจือจาง) สำหรับการกระตุ้นคอลลาเจนในบริเวณกว้างได้รับการแนะนำจาก Consensus Recommendations ที่ตีพิมพ์ใน Plastic and Reconstructive Surgery Global Open ปี 2019

เหมาะกับ : เติมเต็มร่องลึก, กระตุ้นคอลลาเจนแบบ Hyperdilute

ผลลัพธ์คงอยู่ : ประมาณ 12-18 เดือน

profhilo

profhilo

Profhilo เป็นผลิตภัณฑ์เมโสหน้าใสที่ใช้เทคโนโลยี NAHYCO™ ซึ่งเป็น Hybrid Cooperative Complexes ของ High Molecular Weight HA (1400 kDa) และ Low Molecular Weight HA (100 kDa) ความเข้มข้น 32 mg/mL โดยไม่ใช้สารเชื่อม Cross-linking

Profhilo ทำงานแบบ Bio-remodeling คือกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทั้ง 4 ชนิด (Type I, III, IV และ VII) และอีลาสติน งานวิจัยพบว่าการรักษา 2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์ ให้ผลความพึงพอใจของผู้ป่วยถึง 98.7% และผลลัพธ์คงอยู่ได้ 6-9 เดือน

งานวิจัยจาก Aesthetic Plastic Surgery ปี 2015 โดย Tedeschi และคณะ ใช้ High-frequency Ultrasound ในการวัดผล พบว่า SLEB Echogenicity เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (+24%) หลังการรักษา 4 สัปดาห์

เหมาะกับ : ผิวหย่อนคล้อย ขาดความชุ่มชื้น ต้องการ Bio-remodeling

ผลลัพธ์คงอยู่ : ประมาณ 6-9 เดือน (ทำ 2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์)

skinvive

skinvive

Skinvive by Juvederm เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก US FDA ในเดือนพฤษภาคม 2023 เป็น Hyaluronic Acid Intradermal Microdroplet Injection ตัวแรกและตัวเดียวที่ได้รับการรับรองให้ใช้เพื่อปรับปรุงความเรียบเนียนของผิว

Skinvive ใช้เทคนิคการฉีดแบบ Microdroplet โดยฉีดเข้าชั้น Intradermal ในบริเวณแก้ม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปที่เน้นเติมเต็มปริมาตร

งานวิจัยแบบ Randomized, Multicenter, Evaluator-blind Study พบว่า 58% ของผู้ป่วยมีการปรับปรุงอย่างน้อย 1 ระดับบน Allergan Cheek Smoothness Scale หลังการรักษา 1 เดือน และ 72% รู้สึกพึงพอใจกับความชุ่มชื้นของผิวหลัง 6 เดือน

เหมาะกับ : ผู้ที่ต้องการผิวเปล่งประกาย Glow ชุ่มชื้น ทุกสีผิว (Fitzpatrick I-VI)

ผลลัพธ์คงอยู่ : ประมาณ 6 เดือน

ข้อดีของการฉีดวิตามินหน้าใส

  • ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด : ผิวดูชุ่มชื้น เปล่งประกาย มีชีวิตชีวาขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ
  • ดาวน์ไทม์น้อย : ส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันที อาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยที่หายไปภายใน 1-2 วัน
  • ปลอดภัยสูง : สารที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นสารที่ร่างกายมีอยู่แล้วหรือสามารถสลายตัวได้ตามธรรมชาติ
  • ผลลัพธ์ระยะยาว : Biostimulator สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ต่อเนื่อง ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานหลายเดือนถึงหลายปี
  • ปรับแต่งได้ตามความต้องการ : แพทย์สามารถเลือกผลิตภัณฑ์และเทคนิคที่เหมาะกับปัญหาผิวของแต่ละคน
  • ผลลัพธ์ธรรมชาติ : ไม่ใช่การเติมเต็มแบบฟิลเลอร์ จึงให้ลุคที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่บวม ไม่ดูทำมากเกินไป

ผิวแบบไหน เหมาะกับ โปรแกรมฉีดหน้าใส

การเลือกโปรแกรมฉีดหน้าใสควรพิจารณาจากปัญหาผิวและเป้าหมายที่ต้องการ ดังนี้ :

ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น : แนะนำ Skinvive, Profhilo หรือ Skin Booster ที่มี HA เป็นหลัก เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นได้ดี

ผิวหมองคล้ำ ไม่มีชีวิตชีวา : แนะนำ Juvelook, Profhilo ที่ช่วยให้ผิว Glow ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผิวเริ่มหย่อนคล้อย มีริ้วรอย : แนะนำ Sculptra, Radiesse, HarmonyCa ที่มีคุณสมบัติกระตุ้นคอลลาเจนและยกกระชับ

รูขุมขนกว้าง หลุมสิว : แนะนำ Juvelook, Aesthefil ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและปรับปรุงเนื้อผิว

ต้องการป้องกันริ้วรอย (Prejuvenation): แนะนำ Skinvive, Profhilo สำหรับผู้ที่อายุ 25-35 ปี ที่ต้องการดูแลผิวเชิงป้องกัน

หลังฉีดเมโสหน้าใส ห้ามทำอะไรบ้าง

หลังฉีดเมโสหน้าใส ห้ามทำอะไรบ้าง

หลังฉีดเมโสหน้าใส ห้ามทำอะไรบ้าง ตามข้อมูลข้างล่างมาได้เลย

  • งดการสัมผัส นวดถูแรงๆ บริเวณฉีด
  • งดการออกกำลังกายอย่างหนัก ประมาณ 48 ชั่วโมงหลังทำ
  • งดการขัดหน้า ทำทรีทเม้นท์ การอบซาวน่า ทำเลเซอร์ ประมาณ 48 ชั่วโมงหลังทำ
  • งดแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ประมาณ 3 วันหลังฉีด
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ของมัน ของหวาน

ฉีดหน้าใส กับ Pico หน้าใส ต่างกันยังไง

หลายคนอาจสงสัยว่าการฉีดหน้าใสกับการทำ Pico Laser หน้าใสต่างกันอย่างไร ทั้งสองวิธีมีเป้าหมายคล้ายกันคือทำให้ผิวหน้าดูใสขึ้น แต่กลไกการทำงานแตกต่างกัน :

การฉีดหน้าใส (Skin Booster/Mesotherapy)

  • เน้นการนำส่งสารบำรุงเข้าสู่ชั้นผิวหนังโดยตรง
  • เพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นคอลลาเจน
  • ผลลัพธ์ค่อยๆ ปรากฏและคงอยู่นาน
  • เหมาะกับผิวแห้ง หมองคล้ำ ขาดความชุ่มชื้น

Pico Laser หน้าใส

  • ใช้พลังงานแสงเลเซอร์ทำลายเม็ดสีและกระตุ้นคอลลาเจน
  • เหมาะกับผิวที่มีจุดด่างดำ กระ ฝ้า
  • ผลลัพธ์เห็นได้เร็วกว่าในด้านความสว่างใส
  • อาจทำให้ผิวแห้งได้หากไม่ดูแลดี

คำแนะนำ : สามารถทำร่วมกันได้เพื่อผลลัพธ์ที่ครอบคลุม โดยเว้นระยะห่างอย่างน้อย 2 สัปดาห์ระหว่างการทำแต่ละชนิด

ฉีดหน้าใส ราคา เท่าไหร่ ?

ฉีดหน้าใส ราคา เท่าไหร่ ?

การเตรียมตัวก่อนและหลังฉีด เมโสหน้าใส ที่ควรรู้

การเตรียมตัวก่อนฉีดหน้าใส

  • แจ้งแพทย์หากมีโรคประจำตัว กำลังใช้ยาละลายลิ่มเลือด หรือมีประวัติแพ้ยาชา
  • หยุดยา Aspirin, Ibuprofen หรืออาหารเสริมที่อาจทำให้เลือดไหลง่าย อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนทำ (ตามคำแนะนำแพทย์)
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ 24-48 ชั่วโมงก่อนทำ
  • มาด้วยหน้าสะอาด ไม่แต่งหน้า
  • หากมีเริมหรือแผลบริเวณที่จะฉีด ควรเลื่อนการนัดหมาย

การดูแลตัวเองหลังจากฉีดเมโสหน้าใส

การดูแลตัวเองหลังจากฉีดเมโสหน้าใส

หลังจากฉีดเมโส สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเองให้ถูกต้อง เพื่อให้ผลลัพธ์ดี ไม่มีผลข้างเคียง ลองดูว่า ควรทำอะไร และไม่ควรทำอะไร :

✅ ควรทำ

1. หากเกิดรอยแดง ประคบเย็น ถ้าผิวแดงหรือบวม ใช้น้าแข็ง (ห่อด้วยผ้า) ประคบประมาณ 10-15 นาที ทุก 2-3 ชั่วโมง เพื่อลดการบวมและอักเสบ

2. ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม น้าจะช่วยให้ร่างกายขจัดของเสียและหล่อเลี้ยงผิว ดื่นน้าอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน ช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดี

3. พักผ่อนให้เพียงพอ นอนพักให้หัวสูงกว่าลำตัว เพื่อลดการบวม นอนแต่พักผ่อนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง ร่างกายต้องการพลังงาน เพื่อซ่อมแซมตัวเอง และให้เมโสทำงาน

❌ ไม่ควรทำ

1. ล้างหน้า 4-6 ชั่วโมงแรก ถ้าล้างหน้าเร็ว เมโสอาจไม่ติด ทำให้เสียเงิน ต้องรอให้เมโสแข็ง ยึดเกาะในผิว ก่อนล้างหน้า

2. ไปอกแดดแรง และทำสริมกินแดด แสงแดดจะทำให้ผิวอักเสบ บวม เสื้อแดง ใหญ่ขึ้น ต้องหลีกเลี่ยง sun exposure ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ หรือใช้ sunscreen SPF 50+ ทุกวัน

3. ปดการรับเบิน รวม 1 คืน ไม่ควรใช้ moisturizer หนัก ๆ ตรงเจาะ เพราะอาจทำให้เมโสไหลออก ใช้ moisturizer เบา ๆ เพียงพอ ถ้าผิวแห้ง ใช้ light serum แทน

ฉีดเมโสฝ้า กี่วันเห็นผล

ฉีดเมโสฝ้า กี่วันเห็นผล

ฉีดเมโสเห็นผลค่อย ๆ เพราะมันเป็นการสะสม ต้องฉีดหลายครั้งจึงจะเห็นผลชัด ส่วนใหญ่ฉีด 4 ครั้ง (ห่าง 1 สัปดาห์) จึงจะเห็นผลเต็มที่ ลองดูตามนี้ครับ :

สัปดาห์ที่ 1 – ฉีดครั้งแรก ผิวเริ่มดูเรียบเนียน มีความชุ่มชื้น เห็นผลได้แต่ยังไม่ชัดมาก แค่ดูว่าผิวดูสดสบาย

สัปดาห์ที่ 2 – ฉีดครั้งที่ 2 ผิวหน้างาดใส ฝ้าหลบไป การรีดเสบของผิวเริ่มลดลง ดูทั่วไปแล้ว ผลชัดขึ้นมา

สัปดาห์ที่ 3 – ฉีดครั้งที่ 3 ผิวนูน เนียน รอยสิ่วและจุดด่างเริ่มจางลง สัดส่วนหน้าเริ่มดูดี ออร่าบนหน้ามากขึ้น

สัปดาห์ที่ 4 – ฉีดครั้งที่ 4 ผิวหน้าดูกระจ่างใสทั้งหน้า ผิวนูนแลดูเต่งตึง มีชีวิตชีวา สิ่วและจุดด่างหลบมากพออกไป ผลเต็มที่ แล้วยาวนาน 4-6 เดือน

สำคัญ : ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลตัวเอง ถ้าดูแลตัวเองดี ผลจะออกดี ถ้าไม่ดูแล ผลจะหายเร็ว

ฉีดหน้าใสควรทำกี่ครั้ง?

จำนวนครั้งที่ควรทำขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และเป้าหมาย:

  • Profhilo : แนะนำ 2 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์ และทำ Maintenance ทุก 6-9 เดือน
  • Juvelook : แนะนำ 3 ครั้ง ห่างกัน 4 สัปดาห์ และทำ Maintenance ทุก 6-12 เดือน
  • Sculptra : แนะนำ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 3-4 สัปดาห์
  • Skinvive : 1 ครั้ง อาจทำ Touch-up หลัง 1 เดือน และทำซ้ำทุก 6 เดือน
  • HarmonyCa : 1-2 ครั้ง ผลลัพธ์คงอยู่ 12-18 เดือน

เมโสหน้าใส อยู่ได้นานแค่ไหน ?

เมโสหน้าใส อยู่ได้นานแค่ไหน

ระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่ขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์:

  • HA-based Skin Booster : ประมาณ 3-6 เดือน
  • Profhilo : ประมาณ 6-9 เดือน
  • Skinvive : ประมาณ 6 เดือน
  • Juvelook : ประมาณ 6-12 เดือน (ทำ 3 ครั้ง อาจอยู่ได้ถึง 18-24 เดือน)
  • Sculptra : ประมาณ 2 ปี
  • Radiesse : ประมาณ 12-18 เดือน
  • HarmonyCa : ประมาณ 12-18 เดือน

ปัจจัยที่มีผลต่อความคงทนของผลลัพธ์ ได้แก่ อายุ วิถีชีวิต การดูแลผิว การสัมผัสแสงแดด และการสูบบุหรี่

ฉีดหน้าใสอันตรายไหม?

เมโสหน้าใสอันตรายไหม

โดยทั่วไป การฉีดหน้าใสถือว่าปลอดภัยเมื่อทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง อย่างไรก็ตาม ทุกหัตถการทางการแพทย์ล้วนมีความเสี่ยง :

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย (ชั่วคราว) :

  • รอยแดง บวม ช้ำ บริเวณที่ฉีด (หายไปใน 1-7 วัน)
  • เจ็บหรือกดเจ็บเล็กน้อย
  • ตุ่มนูนเล็กๆ ที่รอยฉีด (มักหายไปใน 24-48 ชั่วโมง)

ผลข้างเคียงที่พบได้น้อย :

  • ก้อนหรือตุ่มแข็ง (Nodules) – พบได้ในบางผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะ PLLA หากเทคนิคการฉีดไม่เหมาะสม
  • การติดเชื้อ – ป้องกันได้ด้วยเทคนิคปลอดเชื้อที่ดี
  • อาการแพ้ – หายากหากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ร่างกายมีอยู่แล้วอย่าง HA
  • Vascular Occlusion – ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงแต่พบได้น้อยมาก

วิธีลดความเสี่ยง :

  • เลือกคลินิกที่มีใบอนุญาตและแพทย์ที่มีความชำนาญ
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก อย. หรือ FDA
  • แจ้งประวัติการแพ้และโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำก่อนและหลังทำอย่างเคร่งครัด

ฉีดเมโสหน้าใส ที่ไหนดี ?

ฉีดเมโสหน้าใส ที่ไหนดี ?

เมื่อพิจารณาว่าจะฉีดเมโสหน้าใส ที่ไหนดี คุณควรมองหาสิ่งต่อไปนี้

ประการแรก แพทย์ผู้ปฏิบัติการด้านความงาม ต้องมีใบอนุญาตและประสบการณ์สูง ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ดูแลความงาม ประการที่สอง เครื่องมือและสารอเนกประสงค์ที่ดี ต้องใช้เมโสที่มี Research ด้านหลัง และปลอดภัย ไม่ใช่สารเคมีแปลกๆ ประการที่สาม คำแนะนำด้านการดูแลหลังการรักษา ควรอธิบายเรื่อง Aftercare อย่างละเอียด เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีสุด และประการที่สี่ สถานที่สะอาด ต้องสะอาดและปราศจากเชื้อ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนั้น การเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ฉีดหน้าใส ที่ Onewan Clinic ดีอย่างไร ?

ที่ Onewan Clinic เราอยากให้ทุกคนที่เข้ามาฉีดเมโสหน้าใสได้ผลลัพธ์ที่ดี และกลับบ้านไปอย่างสบายใจ คุณหมอพูเบศร์ (หมอฟรอง) จึงใส่ใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกตัวยาไปจนถึงการดูแลหลังฉีด

คุณหมอฉีดเองทุกเคส — ไม่ปล่อยให้พนักงานทำแทน คุณหมอฟรองดูแลและฉีดให้ด้วยตัวเองทุกครั้ง มั่นใจได้ว่าได้มาตรฐานความปลอดภัย

ใช้เมโสของแท้ นำเข้าถูกกฎหมาย — ตัวยาที่ใช้ผ่าน อย. ทุกตัว มีที่มาที่ไปชัดเจน ไม่ใช้ของลอกเลียนแบบหรือของหิ้วที่ไม่มีมาตรฐาน

เปิดซองเข็มใหม่ต่อหน้า — ทุกครั้งที่ฉีดจะเปิดอุปกรณ์ใหม่ให้เห็นกับตา สะอาด ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องการติดเชื้อ

ประเมินผิวก่อนฉีด — ก่อนเริ่มทำ คุณหมอจะดูสภาพผิวและสอบถามประวัติ เพื่อเลือกสูตรเมโสที่เหมาะกับปัญหาผิวของแต่ละคน

บอกหมดไม่มีกั๊ก — อธิบายชัดเจนว่าจะฉีดอะไร กี่จุด ผลลัพธ์ที่คาดหวังเป็นยังไง รวมถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ดูแลหลังฉีดจนกว่าจะหาย — มีการนัดติดตามผล และถ้ามีข้อสงสัยหลังทำก็ทักมาถามได้ตลอด ไม่ทิ้งให้ดูแลตัวเองคนเดียว

บรรยากาศสบายๆ ไม่กดดัน — มาคลินิกแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ถามอะไรก็ได้ ไม่ยัดเยียดคอร์สหรือกดดันให้ซื้อ

รีวิวฉีดหน้าใสจากผู้ใช้บริการจริงที่ onewan

ลูกค้าที่มาใช้บริการฉีดเมโสหน้าใสที่ Onewan Clinic ต่างประทับใจกับผลลัพธ์และการบริการ หลายท่านรู้สึกว่าผิวหน้าดูฉ่ำ มีออร่า ผิวแลดูสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังการรักษา นอกจากนี้ยังชื่นชมความใส่ใจของคุณหมอฟรองที่ดูแลและฉีดให้เองทุกเคส อธิบายขั้นตอนชัดเจน ทำให้รู้สึกอุ่นใจและปลอดภัยตลอดการรักษา หลายคนบอกว่าบรรยากาศคลินิกเป็นกันเอง พนักงานน่ารัก ไม่กดดันให้ซื้อคอร์ส รู้สึกสบายใจทุกครั้งที่มา

Q&A รวมคำถาม ฉีดเมโสหน้าใส

Q : ฉีดหน้าใสครั้งแรกควรเลือกตัวไหนดี?

A : สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำ แนะนำให้เริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่มี HA เป็นหลักอย่าง Profhilo หรือ Skinvive เพราะปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงน้อย และเห็นผลเร็ว เมื่อคุ้นเคยแล้วค่อยพิจารณาทำ Biostimulator เพื่อผลลัพธ์ที่ยาวนานขึ้น

Q : ฉีดหน้าใสได้ตอนตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรไหม?

A : ไม่แนะนำครับ เพราะยังไม่มีการศึกษาความปลอดภัยของการฉีดหน้าใสในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอย่างเพียงพอ ควรรอจนกว่าจะหยุดให้นมบุตรแล้วค่อยมาทำ

Q : ฉีดหน้าใสแล้วแพ้ได้ไหม?

A : เป็นไปได้แต่หายากมาก โดยเฉพาะหากใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากสารที่ร่างกายมีอยู่แล้วอย่าง Hyaluronic Acid ก่อนทำ แพทย์จะสอบถามประวัติการแพ้อย่างละเอียด หากมีประวัติแพ้รุนแรงหรือแพ้ยาชา ควรแจ้งแพทย์

Q : ฉีดหน้าใสได้บ่อยแค่ไหน?

A : ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ โดยทั่วไป HA-based Skin Booster สามารถทำได้ทุก 3-6 เดือน ส่วน Biostimulator อาจทำได้ปีละ 1-2 ครั้ง หรือตามคำแนะนำของแพทย์

Q : ฉีดหน้าใสแล้วใบหน้าจะเปลี่ยนรูปไหม?

A : ไม่ครับ การฉีดหน้าใสต่างจากฟิลเลอร์ เพราะเน้นการบำรุงผิวมากกว่าการเติมเต็มปริมาตร ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นผิวที่ชุ่มชื้น เปล่งประกาย และมีคุณภาพดีขึ้น โดยไม่เปลี่ยนรูปหน้าหรือดูบวมผิดปกติ

สรุปเรื่อง ฉีดเมโสหน้าใส

การฉีดหน้าใสหรือฉีดเมโสหน้าใสเป็นทรีตเมนต์ที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูคุณภาพผิว เพิ่มความชุ่มชื้น และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน โดยมีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับความปลอดภัยและประสิทธิผล

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายยี่ห้อให้เลือก แต่ละตัวมีข้อดีและเหมาะกับปัญหาผิวที่แตกต่างกัน การเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมควรปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

สิ่งสำคัญคือต้องเลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน แพทย์ที่มีความชำนาญ และใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ที่ได้รับการรับรอง Onewan Clinic พร้อมให้บริการและดูแลคุณด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผลิตภัณฑ์คุณภาพ

สนใจปรึกษาเรื่องฉีดหน้าใส ติดต่อ Onewan Clinic วันวาน คลินิกความงามบุรีรัมย์ ได้เลยครับ

เอกสารอ้างอิง

1. Iranmanesh B, et al. (2022) – HA-based mesotherapy

2. Tedeschi A, et al. (2015) – Mesotherapy ultrasound evaluation

3. Urdiales-Gálvez F, et al. (2023) – HArmonyCa hybrid filler

4. Christen MO, Vercesi F. (2020) – PCL Collagen Stimulator (หมายเหตุ: อ้างอิงนี้อยู่ใน PMC)

5. Fitzgerald R, et al. (2018) – PLLA physicochemical properties

6. Sparavigna A, et al. (2024) – Profhilo Structura study

7. de Almeida AT, et al. (2019) – Hyperdiluted CaHA consensus (Radiesse)

8. Seo SB, et al. (2023/2024) – PDLLA + HA skin rejuvenation (Juvelook)

9. US FDA (2023) – SKINVIVE approval

10. Amiri M, et al. (2023) – CaHA skin regeneration mechanisms

Scroll to Top